9 ผลเสียจากการ "ติดจอ" เล่นโทรศัพท์มากเกินไป กระทบสุขภาพมากกว่าที่คิด

9 ผลเสียจากการ "ติดจอ" เล่นโทรศัพท์มากเกินไป กระทบสุขภาพมากกว่าที่คิด

9 ผลเสียจากการ "ติดจอ" เล่นโทรศัพท์มากเกินไป กระทบสุขภาพมากกว่าที่คิด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

9 ผลเสียจากการเล่นโทรศัพท์มากเกินไป ไม่ใช่แค่ปัญหาสายตา กระทบสุขภาพมากกว่าที่คิด

สมาร์ทโฟนกลายเป็นอุปกรณ์ที่แทบขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะใช้ทำงาน เรียน ติดต่อสื่อสาร ดูวิดีโอ หรือเล่นโซเชียลมีเดีย แต่หากใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่พัก อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายด้าน ตั้งแต่ดวงตา กล้ามเนื้อ การนอนหลับ ไปจนถึงพฤติกรรมการขับถ่าย

1. ปวดตา ตาแห้ง และมองเห็นไม่ชัดชั่วคราว

การจ้องหน้าจอในระยะใกล้เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะตาล้าจากอุปกรณ์ดิจิทัล หรือ Digital Eye Strain อาการที่พบได้ ได้แก่ ปวดตา แสบตา ตาแห้ง ตาแดง ปวดศีรษะ มองเห็นไม่ชัดชั่วคราว หรือรู้สึกว่าดวงตาต้องใช้เวลาปรับโฟกัสมากขึ้น

ขณะจ้องหน้าจอ คนเรามักกะพริบตาน้อยลง ทำให้น้ำตาระเหยเร็วและเกิดอาการตาแห้งได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในห้องปรับอากาศหรือปรับความสว่างหน้าจอไม่เหมาะสม ทั้งนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่าการใช้หน้าจอตามปกติทำลายดวงตาอย่างถาวรโดยตรง แต่อาจทำให้เกิดอาการไม่สบายตาและรบกวนการใช้ชีวิตได้

2. ปวดคอ บ่า ไหล่ และหลัง

การก้มหน้ามองโทรศัพท์ติดต่อกันนานๆ ทำให้ศีรษะยื่นไปด้านหน้า กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหลังส่วนบนต้องรับน้ำหนักและทำงานหนักขึ้น จึงอาจเกิดอาการปวด ตึง เมื่อยล้า หรือรู้สึกคอแข็งได้

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้โทรศัพท์ในท่าเดิมเป็นเวลานาน เช่น นอนคว่ำเล่นโทรศัพท์ นั่งหลังค่อม หรือก้มคอมากเกินไป หากปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นประจำ อาการอาจรบกวนการเรียน การทำงาน และการนอนหลับ

3. ปวดข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วหัวแม่มือ

การจับโทรศัพท์ด้วยมือเดียว รวมถึงการพิมพ์ เลื่อนหน้าจอ หรือเล่นเกมซ้ำๆ เป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณนิ้วหัวแม่มือ ข้อมือ และปลายแขนทำงานหนัก จนเกิดอาการปวด ตึง หรือเมื่อยล้า

ควรสลับมือ ลดการจับโทรศัพท์ค้างไว้ในท่าเดิม และพักมือเป็นระยะ หากมีอาการชาร่วมกับอ่อนแรง หยิบจับสิ่งของลำบาก หรือปวดต่อเนื่องแม้หยุดใช้งานแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

4. นอนหลับยากและพักผ่อนไม่เพียงพอ

การเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนอาจทำให้เข้านอนช้ากว่าที่ตั้งใจ เพราะเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย เกม และวิดีโอสามารถกระตุ้นให้สมองตื่นตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ แสงจากหน้าจอในช่วงกลางคืนยังอาจรบกวนวงจรการหลับและการตื่นตามธรรมชาติของร่างกายได้

ผลที่ตามมาอาจเป็นการนอนหลับไม่เพียงพอ ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ง่วงระหว่างวัน หงุดหงิดง่าย หรือมีสมาธิลดลง โดยเฉพาะในวัยเรียนที่ร่างกายและสมองยังต้องการเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ

5. เคลื่อนไหวร่างกายน้อยและนั่งนานขึ้น

การเล่นสมาร์ทโฟนติดต่อกันหลายชั่วโมงมักมาพร้อมกับการนั่งหรือนอนอยู่ในท่าเดิม ทำให้เวลาที่ควรใช้เดิน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมทางกายลดลง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ทุกช่วงวัยควรจำกัดเวลาที่มีพฤติกรรมนั่งนิ่งและเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย เนื่องจากการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและการนั่งนานเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต

6. สมาธิลดลงและอารมณ์ถูกรบกวน

การตรวจแจ้งเตือน สลับแอป หรือเลื่อนดูคลิปสั้นตลอดเวลา อาจทำให้การจดจ่อกับงานหรือการเรียนทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่รู้สึกเบื่อหรือมีเวลาว่าง

ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาพบว่า วัยรุ่นที่ใช้หน้าจอนอกเวลาเรียนวันละ 4 ชั่วโมงขึ้นไปมีแนวโน้มรายงานปัญหาการนอน การมีกิจกรรมทางกายน้อย รวมถึงอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้ามากกว่ากลุ่มที่ใช้หน้าจอน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ทางสถิติ ไม่ได้ยืนยันว่าสมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุโดยตรง เพราะยังมีปัจจัยด้านครอบครัว สังคม สุขภาพเดิม และรูปแบบการใช้งานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

7. เสี่ยงต่อปัญหาการได้ยินเมื่อเปิดหูฟังเสียงดัง

อันตรายต่อการได้ยินไม่ได้เกิดจากหน้าจอโทรศัพท์โดยตรง แต่เกิดจากการฟังเพลง ดูวิดีโอ หรือเล่นเกมผ่านหูฟังด้วยระดับเสียงที่ดังและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ยิ่งเสียงดังมาก ระยะเวลาที่สามารถฟังได้อย่างปลอดภัยก็ยิ่งสั้นลง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า เสียงระดับ 80 เดซิเบลสามารถฟังได้อย่างปลอดภัยประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เมื่อเพิ่มเป็น 90 เดซิเบล ระยะเวลาจะลดเหลือประมาณ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การสัมผัสเสียงดังเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการหูอื้อหรือสูญเสียการได้ยินในระยะยาว

8. นั่งเล่นสมาร์ทโฟนตอนขับถ่าย เสี่ยงนั่งนานจนริดสีดวงกำเริบ

หลายคนนำสมาร์ทโฟนเข้าไปดูข่าว เล่นโซเชียลมีเดีย หรือดูวิดีโอระหว่างขับถ่าย จนเผลอนั่งอยู่บนโถสุขภัณฑ์นานกว่าที่จำเป็น แม้จะขับถ่ายเสร็จแล้วก็ตาม

การนั่งบนโถสุขภัณฑ์นานเกินไปอาจเพิ่มแรงกดบริเวณหลอดเลือดและเนื้อเยื่อรอบทวารหนัก ทำให้เลือดคั่งและเพิ่มโอกาสเกิดหรือทำให้อาการริดสีดวงทวารกำเริบ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการท้องผูก อุจจาระแข็ง หรือออกแรงเบ่งร่วมด้วย หน่วยงานในเครือบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักรจึงแนะนำว่า ไม่ควรนั่งบนโถสุขภัณฑ์นานเกินความจำเป็นและไม่ควรฝืนเบ่ง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS One เมื่อปี 2025 ศึกษาผู้ใหญ่ 125 คนที่เข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ พบว่า ผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนขณะนั่งชักโครกมีโอกาสตรวจพบริดสีดวงทวารสูงกว่าผู้ที่ไม่ใช้ประมาณ 46% หลังปรับปัจจัยอื่นในการวิเคราะห์แล้ว ผู้ใช้โทรศัพท์ยังมีแนวโน้มนั่งบนโถเกิน 5 นาทีมากกว่า

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกตและมีกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างเล็ก จึงยังยืนยันไม่ได้ว่าสมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุโดยตรง ประเด็นสำคัญคือโทรศัพท์อาจทำให้ผู้ใช้เพลินจนใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้น ไม่ใช่คลื่นหรือแสงจากโทรศัพท์ที่ทำให้เกิดริดสีดวง

9. โทรศัพท์อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

สมาร์ทโฟนเป็นสิ่งของที่ถูกสัมผัสบ่อยและมักถูกวางบนโต๊ะ เตียง กระเป๋า หรือพื้นผิวต่างๆ การนำโทรศัพท์เข้าห้องน้ำแล้วจับต่อทันทีหลังขับถ่าย อาจทำให้สิ่งสกปรกจากมือหรือพื้นผิวในห้องน้ำปนเปื้อนลงบนอุปกรณ์ได้

ดังนั้น ควรล้างมือด้วยสบู่หลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการวางโทรศัพท์บนพื้นหรือพื้นผิวใกล้โถสุขภัณฑ์ และทำความสะอาดอุปกรณ์ตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยไม่ฉีดน้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดลงบนเครื่องโดยตรง

วิธีใช้สมาร์ทโฟนให้กระทบสุขภาพน้อยลง

  • พักสายตาเป็นระยะ ใช้หลัก 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที มองสิ่งที่อยู่ห่างประมาณ 20 ฟุต หรือราว 6 เมตร เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที
  • ปรับระยะและขนาดตัวอักษร ถือหน้าจอให้อยู่ในระยะที่มองเห็นได้สบาย และเพิ่มขนาดตัวอักษรแทนการยื่นหน้าเข้าไปใกล้
  • ยกโทรศัพท์ให้สูงขึ้น ลดการก้มคอ และพยายามให้ศีรษะอยู่ในแนวตรงมากที่สุด
  • เปลี่ยนท่าทางและลุกเดิน ไม่ควรนั่งหรือนอนเล่นโทรศัพท์ในท่าเดิมต่อเนื่องหลายชั่วโมง
  • กำหนดเวลาเลิกใช้ก่อนนอน วางโทรศัพท์ให้ห่างจากเตียง ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ก่อนนอน
  • ลดระดับเสียงหูฟัง ใช้ระดับเสียงที่ฟังได้สบาย พักหูเป็นระยะ และเปิดระบบแจ้งเตือนระดับเสียงหากอุปกรณ์รองรับ
  • ไม่นำโทรศัพท์ไปเล่นขณะขับถ่าย เมื่อขับถ่ายเสร็จควรลุกจากโถทันที หากยังถ่ายไม่ออกไม่ควรฝืนเบ่งหรือนั่งรอเป็นเวลานาน
  • กำหนดช่วงปลอดโทรศัพท์ เช่น ระหว่างรับประทานอาหาร อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย หรือพูดคุยกับคนในครอบครัว

อาการแบบไหนควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หากมีอาการตามัวหรือเห็นภาพซ้อนต่อเนื่อง ปวดตารุนแรง ปวดศีรษะบ่อย ปวดคอหรือข้อมือจนรบกวนชีวิตประจำวัน มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง หูอื้อ หรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง

สำหรับผู้ที่มีเลือดออกขณะขับถ่าย ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นริดสีดวงทวารเสมอไป โดยเฉพาะหากเลือดออกซ้ำ อุจจาระมีสีดำ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดท้อง หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

สรุป

การเล่นสมาร์ทโฟนนานเกินไปอาจกระทบสุขภาพตั้งแต่ดวงตา คอ บ่า ไหล่ ข้อมือ การได้ยิน การนอนหลับ สมาธิ และระดับการเคลื่อนไหวร่างกาย นอกจากนี้ การนำโทรศัพท์ไปเล่นระหว่างขับถ่ายยังอาจทำให้เผลอนั่งบนโถสุขภัณฑ์นานขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหรือกำเริบของริดสีดวงทวาร

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การเลิกใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมด แต่เป็นการใช้อย่างมีขอบเขต พักสายตา เปลี่ยนท่าทาง ลดเสียงหูฟัง รักษาเวลานอน และไม่นำโทรศัพท์เข้าไปนั่งเล่นในห้องน้ำนานเกินความจำเป็น

แหล่งอ้างอิง

  • American Academy of Ophthalmology: ข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ดิจิทัล อาการตาล้า และผลต่อการนอน
  • องค์การอนามัยโลก: แนวทางด้านกิจกรรมทางกาย พฤติกรรมนั่งนิ่ง และการฟังเสียงอย่างปลอดภัย
  • Centers for Disease Control and Prevention: ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาใช้หน้าจอกับสุขภาพวัยรุ่น
  • PLOS One: งานวิจัยเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนบนโถสุขภัณฑ์และความเสี่ยงต่อริดสีดวงทวาร
  • National Health Service: คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลริดสีดวงทวาร
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล